แชร์

ตอน 1 สถาบันคริสต์ศาสนา” ของคาลวิน: รากฐานการพัฒนาจิตวิญญาณ

อัพเดทล่าสุด: 26 ธ.ค. 2024
860 ผู้เข้าชม
สถาบันคริสต์ศาสนา ของคาลวิน:  รากฐานการพัฒนาจิตวิญญาณ

(บทความที่สะท้อนความคิดจากหนังสือ สถาบันคริสต์ศาสนา ของจอห์น คาลวิน (Institutes of Christian Religion  by John Calvin) )

(Julie Canlis, Calvins Institutes: Primer for Spiritual Formation Crux: A Quarterly Journal of Christian Thoughts and Opinion Published by Regent College, Spring 2011.)                                                                            

 จูลี่ แคนลิส

อาจารย์พิเศษด้านศาสนศาสตร์  วิทยาลัยรีเจนต์
แวนคูเวอร์, แคนาดา
แปล และ เรียบเรียง: ดร. พูนสุข เชิดเกียรติกำจาย
 และ วาสนา อยู่กิ่ม


เมื่อกล่าวถึงชีวิตบนโลกนี้  คาลวินเป็นคนมีเหตุมีผล ความจริงเขาค่อนข้างเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย2 แม่ของเขาตายเมื่อเขาอายุสามขวบ พ่อที่สงบเสงี่ยมและถูกขับไล่(บัพพาชนียกรรม)ออกจากคริสตจักรเสียชีวิตในอีกทศวรรษต่อมา  ชีวิตช่วงวัยรุ่นของเขาเต็มไปด้วยปัญหาสุขภาพ เช่น ปวดหัวเรื้อรัง, อาหารไม่ย่อย และโรคหอบหืดที่รักษาไม่หาย ประสบการณ์ของเขาเปรียบเสมือนว่าเขา "หายลับไปในเขาวงกต"3 เห็นได้ชัดจากข้อเขียนที่เต็มไปด้วยความกลัวว่า "ฉันอยากจะตายเพื่อกำจัดความกลัวเหล่านั้น"4 แต่ยังมีแสงสีเงินหลังเมฆหมอกของความเปราะบางและความเหงานี้  คาลวินมีอัจฉริยะทางปัญญา เขาเข้าใจตั้งแต่ช่วงต้นแล้วว่าศาสนาไม่ได้มีเพียงเพื่อจิตใจ แต่เป็นเรื่องของความรัก สำหรับคาลวิน  ของประทานจากพระกิตติคุณไม่ใช่ในหลักคำสอนที่ถูกต้อง แต่เป็นความสามารถในการเจาะลึกลงไปถึงหัวใจและอารมณ์   และแน่นอนถึงขั้นเปลี่ยนแปลงพวกเขา

คาลวินไม่ค่อยพูดมากเกี่ยวกับประสบการณ์การกลับใจใหม่5   เราจึงรู้น้อยเกี่ยวกับชายหนุ่มที่มีระเบียบวินัย และเก็บตัวอย่างเขาว่าถูกเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เราทราบคือเขากลับใจไปสู่พระคริสต์ ไม่ใช่ไปสู่ความคิดแห่งการปฏิรูป หรือสู่วิธีของมนุษยนิยมของนักวิชาการพระคัมภีร์ ไม่ใช่เพื่อทำให้การปฏิบัติพิธีบูชาขอบพระคุณ เป็น ของแท้" มากขึ้นด้วย   แต่ไปสู่พระเยซูคริสต์เอง  และนี่คือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับคาลวิน นี่เป็นศูนย์กลางในการดำเนินงานของเขา และศูนย์กลางสำหรับทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับศาสนศาสตร์ของเขา และนี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญ  คาลวินเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงของจิตใจและชีวิตของคนเกิดขึ้นตรงนี้  คือในความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์อย่างต่อเนื่อง

การรู้จักพระเยซูไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถประกาศตัวเองและกำหนดวันเวลา (เช่นที่คาลวินปฏิเสธการประกาศตนและกำหนดวันเวลาที่เปลี่ยนแปลงตัวเขาเอง) แล้วแสดงผลในบันทึกฝ่ายจิตวิญญาณ6 จากมุมมองของคาลวิน มันเป็นรูปแบบใหม่ของการมีชีวิตและดำเนินชีวิต และอยู่ในรูปของการเป็นบุตร การถูกรับว่าเป็นบุตร ไม่ได้เป็นแค่นำสู่ความรอดเท่านั้น แต่เป็นความรอดทั้งหมด7  ความชัดเจนและการอภิปรายที่เป็นประโยชน์ในศาสนศาสตร์ของคาลวินจะสูญเสียไปเมื่อมันหันเหออกจากเรื่องการเป็นบุตร  ทั้งเรื่องการเป็นบุตรของพระเยซู และการถูกรับเป็นบุตรของเรา8 ถ้าเราจะอ่านศาสนศาสตร์คาลวินตามเจตนารมณ์ของความตั้งใจสำหรับการพัฒนาจิตวิญญาณแล้ว9 ก็จะต้องเริ่มต้นที่จุดนี้  ตรงที่คาลวินเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการเป็นบุตร

 

สถาบันคริสต์ศาสนา ของคาลวิน : รากฐานการพัฒนาจิตวิญญาณ 

สถาบันคริสต์ศาสนา ของคาลวินไม่ได้ทำให้คนจำนวนมากหันมาหาความเข้าใจของการพัฒนาจิตวิญญาณ   ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นข้อถกเถียงและศึกษาหลักคำสอนของศาสนาเพื่อเพิ่มเติมความเชื่อของตน เสมือนกับคู่มือถามตอบปุจฉาวิสัชนา (ตามแบบอย่างคำถามและคำตอบที่ใช้ในการสอนถึงหลักการของศาสนาคริสต์ตามรูปแบบคำสอนของลูเธอร์) โดยมีเจตนาให้คริสเตียนที่ถูกข่มเหงมีความเชื่อและการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง หลายปีที่หนังสือ สถาบันคริสต์ศาสนา เล่มนี้พัฒนาไป (จากหกบทกลายเป็นแปดสิบบท) และถึงจุดอิ่มตัว (1536-1559) วัตถุประสงค์เดิมของคาลวินไม่เคยแปรเปลี่ยน เขามีความปรารถนาไม่เพียงเพื่อให้คนมีความเชื่อเข้าใจพระกิตติคุณอย่างถูกต้อง, แต่ทำให้พระกิตติคุณ "เข้าสู่ชีวิตประจำวันและเปลี่ยนแปลงเราอย่างมีระบบ"(III.6.4) คาลวินผู้ซึ่งได้รับการชื่นชมในภายหลังดูเหมือนเขาเกิดผิดยุคสมัย สำหรับเขาคำสอนไม่ได้เป็นแค่หลักในการสื่อสารความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้า แต่เป็นประสบการณ์เฉพาะตัวของพระกิตติคุณ ก่อนอื่นและสำคัญที่สุดต้องไม่ลืมว่าคาลวินเป็นศิษยาภิบาลผู้มีเจตนาในการพัฒนาคน เพื่อ และ โดย การมีส่วนร่วมกับพระเยซูคริสต์

สถาบันคริสต์ศาสนา ทำให้ก่อเกิดสุดยอดอัญมณีเมื่ออยู่ภายใต้การวิเคราะห์อันถี่ถ้วน แต่เฉกเช่นพระคัมภีร์มีเพชรปิดซ่อนอยู่ซึ่งจะถูกค้นพบเมื่ออ่านทั้งเล่มรวดเดียวจบ  ฉันไม่เคยลืมประสบการณ์จากการอ่านหนังสือวิวรณ์คราวเดียวจบ เมื่อฉันเห็นป่าเป็นครั้งแรก แทนที่จะเห็นต้นไม้   มันมีแนวทางและความแตกต่างในสถาบันคริสต์ศาสนาของคาลวิน ซึ่งอาจถูกขัดขวางโดยการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและการพิจารณาที่ละเอียดละออ แม้เราจะไม่ได้หายใจเป็นหนังสือทั้งหมดเล่มในทีเดียว แต่ด้วยการหายใจและการพ่นลมหายใจที่พอเหมาะออกมา อาจด้วยเหตุนี้หนังสือเล่มนี้จึงไม่ค่อยถูกใช้สำหรับการอภิบาลพัฒนาจิตวิญญาณ แม้ชัดเจนว่าฉันไม่เคยอ่านสถาบันคริสต์ศาสนา จบในวันเดียว นับประสาอะไรกับสัปดาห์ (ไม่เพียงเพราะฉันมีเด็กเล็กๆ) ฉันอยากแนะนำให้พิจารณาในมุมกว้างสำหรับการบำรุงเลี้ยงชีวิตภายในของเรา ซึ่งอย่างน้อยคาลวินน่าจะเห็นด้วย



การพัฒนาจิตวิญญาณ : ในบริบทเรื่องตรีเอกานุภาพ

เมื่อวิเคราะห์ สถาบันคริสต์ศาสนา อย่างละเอียดแล้ว  สิ่งที่มักจะมองข้ามคือโครงสร้างของงาน  ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ให้เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของคาลวินสำหรับชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ  เขาลองปรับการกำหนด 

สถาบันคริสต์ศาสนา มานานกว่าสองทศวรรษ จนสุดท้ายเขาจัดให้เป็นหนังสือสี่ตอนใหญ่ๆ เกี่ยวกับพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์ และคริสตจักร จากโครงสร้างสุดท้ายนี้เขาเขียนว่า ถึงแม้ฉันไม่เสียใจกับแรงงานที่ทุ่มเทใช้ใป ฉันไม่เคยพอใจจนกระทั่งงานที่ทำได้รับการจัดลำดับออกมาแบบนี้10 คาลวินน่าจะพูดว่า พระคัมภีร์ไม่ได้เปิดเผยธรรมชาติของพระเจ้า แต่แสดงให้เห็นการจัดการของพระองค์ในการแสดง "พระเมตตากรุณา" ต่อเรา ตลอดพันธสัญญาเดิมมีเรื่องพระเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ  พระเมตตาบรรลุจุดสูงสุดในพระคริสต์และกางเขนของพระองค์ ดังนั้นแม้คาลวินจะใช้พระตรีเอกานุภาพเป็นโครงสร้างของหนังสือ    แต่ไม่ได้เป็นโครงสร้างแบบนามธรรม11  มันเป็นเรื่องพระเจ้าองค์ตรีเอกานุภาพที่มามีความสัมพันธ์ต่อเรา  ตรีเอกานุภาพไม่ได้เป็นหลักการจัดระเบียบสำหรับผู้ที่สนใจ มันเป็นเรื่องส่วนตัวที่ลึกซึ้งที่เรียกร้องชีวิตของผู้อ่าน  คาลวินกล่าวว่าในพระกิตติคุณเรามี "หัวใจของพระคริสต์ที่เปิดออก"12 ให้เรา ซึ่งเป็นการเปิดเผยถึงแก่นของตรีเอกานุภาพ

คาลวินแสดงโดยวิธีที่เขาจัดโครงสร้างสถาบันคริสต์ศาสนา  เขาประกาศว่าทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากองค์ตรีเอกานุภาพ  ก่อนเราเข้าสู่หน้าแรกของหนังสือคาลวิน   ตรีเอกานุภาพก่อรูปความเข้าใจของคาลวินว่าเรามาจากไหนและเราจะไปไหน  หนังสือของเขาจุดประกายความเชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพที่ทรงพระชนม์โดยไม่ต้องประกาศตัว พระเจ้าผู้เป็นบุคคล  ผู้ซึ่งอยู่ข้างบน อยู่ข้างหน้า อยู่ล่วงหน้า  ภายหลัง และรอบๆตัวเรา  รัก​​เรา เรียกหาเรา เป็นลมหายใจแห่งชีวิตในความเป็นมนุษย์ของเรา สถาบันคริสต์ศาสนา เล่มนี้แสดงให้เห็นอย่างแน่วแน่ถึง พระบิดา(เล่ม I)  ผู้สร้างเราสำหรับความรักและสามัคคีธรรม และทำให้พระวาทะรับกายเป็นพระเยซูผู้เป็นพระบุตรแท้จริง(เล่ม II)   ที่มาไถ่เราจากความบาป และแสดงให้เราเห็นถึงสามัคคีธรรมแบบที่ควรเป็น  พระวิญญาณบริสุทธิ์ (เล่ม III) ได้แสวงหาอย่างต่อเนื่องเพื่อก่อร่างชีวิตของพระเยซูพระบุตรเข้าสู่ชีวิตที่แตกหักของเราเพื่อให้เราสามารถเป็นเหล่าบุตรของพระเจ้าอย่างแท้จริงในคริสตจักร(เล่ม IV) มีชีวิตครอบครัวเพื่อตอบสนองต่อพระคุณขององค์ตรีเอกานุภาพ เราเริ่มเห็นจากจุดนี้ว่าสำหรับคาลวิน  องค์ตรีเอกานุภาพไม่ได้เป็นบททดสอบหลักความเชื่อที่ถูกต้อง หรือปริศนาทางคณิตศาสตร์ที่เราจะต้องเชื่อ  แต่เป็นพระเจ้าที่เราต้องก้าวเข้าไปหา  นี่เป็นประสบการณ์ของชีวิตคริสเตียน ตรีเอกานุภาพเป็นเงื่อนงำและกุญแจของการพัฒนาจิตวิญญาณของเรา เป็นทั้งหนทางและเป้าหมายสุดท้าย

ตรีเอกานุภาพให้มากกว่าแค่เป็นรูปแบบขององค์ประกอบที่มีประโยชน์สำหรับรากฐานของศาสนศาสตร์คาลวิน  ตรีเอกานุภาพทำให้ศาสนศาสตร์ของคาลวินมีธรรมชาติแห่งความเป็นส่วนตัว  ลูเธอร์เป็นผู้บุกเบิกคำสอนแบบถามตอบเพื่อเปิดหนทางให้คนเป็น "เจ้าของ" ความจริงของพวกเขา เพื่อนำพาศาสนศาสตร์ออกไปจากโบสถ์และนำสู่การดำเนินชีวิตประจำวันและการประพฤติปฏิบัติของพวกเขา (ตัวอย่างเช่น ปุจฉาวิสัชนาในปี 1549 ของคริสตจักรอังกฤษเริ่มต้นด้วยคำถามว่า "คุณชื่ออะไร" บ่งชี้ว่าคำสอนแบบปุจฉาวิสัชนาเกี่ยวข้องอย่างมากกับความเชื่อส่วนบุคคล)13  ในหลายปีที่เขาทำงานหนักเพื่อ สถาบันคริสต์ศาสนา  คาลวินเริ่มหันออกจากโครงสร้างคำสอนแบบปุจฉาวิสัชนาของลูเธอร์ไปสู่โครงสร้างความเชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพ14  ถึงแม้เราจะไม่รู้เหตุผลทั้งหมดว่าทำไม ฉันอยากแนะนำว่าในการทำเช่นนั้น คาลวินวางรากฐานที่หนักแน่นเพื่อให้เป็นความเชื่อเฉพาะตัว สำหรับคำสอนแบบปุจฉาวิสัชนา (และการปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่เป็นประโยชน์อื่นๆ) ไม่ได้เป็นหลักประกันความเชื่อเฉพาะตัวของเรา แต่พระเจ้าทรงเป็น

หลักคำสอนเรื่องตรีเอกานุภาพบอกเราว่า   ทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำเป็นเรื่องของบุคคล  เนื่องจากพระเจ้าทรงเป็นสามบุคคล  ที่มนุษย์สามารถรับได้ด้วยวิธีแบบบุคคลเท่านั้น  มันไม่ใช่เราที่ทำให้พระกิตติคุณเป็นของเฉพาะบุคคล  ในทางตรงข้ามพระเจ้าทรงเป็นบุคคลนิรันดร์  พระองค์ทรงเป็นความรัก   ผู้ทรงให้พระกิตติคุณแก่เรา ฉันไม่อยากเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการเข้าใจผิดที่นี่ เราสามารถเข้าร่วมกับพระกิตติคุณได้โดยธรรมชาติส่วนบุคคลนิรันดร์ โดยการอุทิศชีวิตเรา  เราต้องเข้าร่วมกับมัน นอกจากยอมให้พระเจ้าปรับแต่งเราโดยส่วนตัว เราจะพยายามและโดยความเชื่อเฉพาะตัวของเราผ่านการเอาจริงเอาจังและอารมณ์ของเรา บ่อยครั้งที่ "ความเฉพาะตัว"ของพระกิตติคุณกระชับแน่นผ่านความหมายลำดับที่สอง เช่น ความซาบซึ้งในความรอด หรือความรู้สึกถึงการสถิตอยู่ของพระเจ้าของแต่ละคน หรือการทรงเรียก มีสิ่งยอดเยี่ยมหลายอย่าง แต่ทว่าเป็นหลักประกันเท็จ ในทางตรงข้ามสิ่งเดียวที่สามารถรับประกันลักษณะความเชื่อเฉพาะตัวของเราคือตัวตนของพระเจ้า น่าขันพอสมควรกับการ "กำหนดความเฉพาะตัว" ความเชื่อของเราที่มักสิ้นสุดลงในการไม่มีตัวตน เพราะเราเริ่มมุ่งเน้นในตัวเองเกินไป คาลวินตำหนิว่า "มันไม่เหมือนศาสนศาสตร์ที่ต้องจำกัดขอบเขตให้คนคิดถึงแต่ตัวเอง .. เพราะเราเกิดมาสำหรับพระเจ้าและไม่ใช่สำหรับตัวเรา" 15การจำกัดขอบเขตการดำรงอยู่ของเราโดยรอบๆตัวตนของพระเจ้า ที่เป็นพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์  เพื่อให้เราแน่ใจว่า "จิตวิญญาณของเรา"(หรือ"ศรัทธา") ยังคงเป็นของเฉพาะตัวและในลักษณะเฉพาะตัว ความสัมพันธ์นำเรา"เข้าสู่"หนังสือเล่มนี้

 

การพัฒนาจิตวิญญาณโดยการมีส่วนร่วมกับพระคริสต์

คาลวินนำโครงร่างความเชื่อในตรีเอกานุภาพไปสู่สภาพความเป็นจริง และความเข้าใจในพระเจ้า และ "ความเฉพาะตัว"ของพระองค์  กำหนดวาระจากการมีส่วนร่วมในชีวิตของพระเจ้า  สำหรับคาลวินมีเพียงทางเดียวเท่านั้นที่เข้าสู่ชีวิตทางจิตวิญญาณนั่นคือพระเยซู พระองค์ทรงเป็นจุดเริ่มต้นของเรา การติดต่อกับพระเจ้าทั้งหมด ของขวัญทั้งหมดจากพระเจ้า ทุกการอธิษฐาน ทุกความสงบสุข ทุกพันธกิจ ทุกความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหมดนี้ให้กับเราโดยผ่านพระเยซู  เหตุผลว่าทำไม เพราะคาลวินเชื่อมาตลอดว่านี่คือ "กฎธรรมดา" นี่เป็นวิธีทำงานของความเชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพของพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ทำสิ่งต่างๆในระยะห่าง พระองค์เป็นส่วนบุคคลและทุกสิ่งเกี่ยวกับความเชื่อของคริสเตียนของเรา ลึกจนถึงแก่น เราต้องเผชิญหน้ากับพระองค์  พระองค์ทรงดูแลเราเช่นเดียวกับที่ทรงทำกับอาดัมและเอวาที่เพลิดเพลินกับประโยชน์ทั้งหมดที่ได้รับจากพระเจ้า เพราะแม้จะอยู่ในสวน พระคริสต์ทรงเป็น"คนกลาง"หรือ"จุดกึ่งกลาง"ระหว่างพระเจ้าและพวกเขา16  เพราะพระคริสต์หนึ่งเดียวเท่านั้นเราจึงได้รับทุกสิ่งจากพระเจ้า    และจากศูนย์รวมความคิดของคาลวิน   เราได้รับพระเจ้าเอง

งานใหญ่ของพัฒนาการทางจิตวิญญาณเริ่มต้นที่การตระหนักถึงความเป็นไปได้นี้เพื่อพระคริสต์รอบๆตัวเรา  การพัฒนาจิตวิญญาณในสถาบันคริสต์ศาสนา ไม่ได้วนอยู่รอบการประพฤติปฏิบัติทางจิตวิญญาณ และไม่ได้เริ่มต้นด้วยความเข้าใจในพระคุณและของประทานที่พระเจ้าปรารถนาให้เรา   ของประทานนี้คือตัวพระเยซูเอง  เราเข้าสู่โลกที่พระคริสต์ทรงอยู่เต็มสมบูรณ์     "จิตวิญญาณ"ทั้งหมดที่เรามีคือการพบกับพระคริสต์ คาลวินไม่ต้องการให้เราอ่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาอยากให้เรายกย่องความใกล้ชิดของพระคริสต์กับเราและรอบๆตัวเราแทน เขาอยากให้เราสำนึกว่าทุกสิ่งที่เราทำนั้นส่งผลให้มีการนมัสการ (คาลวินอับอายต่อการนอกลู่นอกทางของเขา  แต่จำเป็นที่เราต้องเข้าใจว่าคาลวินไม่ได้ต่อต้านรูปปั้นและสัญลักษณ์ทางกายภาพที่แสดงถึงการมีพระเจ้าในพวกเขาและของพวกเขา  เขาเกลียดความจริงที่พวกเขาประนีประนอมกับความใกล้ชิดของพระเจ้า เกลียดความจริงที่คนเชื่อว่าพระเจ้าจะหลุดไกลออกไป ความรู้สึกโชคดีที่ได้ใกล้ชิดธรรมิกชนและภาพลักษณ์ของธรรมิกชนของพวกเขามากกว่าพระเจ้าที่อยู่ห่างไกล) คาลวินต้องการให้ผู้คนเข้าใจพระเยซู  องค์ประกอบที่เต็มด้วยความเป็นจริงของเรา17 และทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเราได้จากมือพระเจ้าที่หยิบยื่นให้เราในการมีส่วนกับพระองค์อย่างไร

ถ้าหนังสือเล่ม I ของเขาเกี่ยวข้องกับที่พระคริสต์ทรงเป็น"จุดกลาง" หรือ "คนกลาง" ของการทรงสร้างทั้งหมด เล่ม II  แสดงให้เห็นหลังการล้มในความบาปของมนุษย์  พระเยซูกลายเป็นคนกลางในรูปแบบใหม่อย่างไร สามารถมองงานเขียนของคาลวินว่าเป็นการคร่ำครวญอย่างใหญ่หลวงสำหรับสิ่งที่มนุษยชาติควรจะเป็น แต่นับเป็นความผิดพลาดที่จะดึงการใช้ภาษารุนแรงของคาลวินที่ใช้เกี่ยวกับความบาปออกไปจากสิ่งที่เขาเชื่อว่าคือบริบทแท้จริงของมัน    ความจริงที่ว่าบาปของเราได้รับการชดใช้ที่กางเขน (ด้วยเหตุนี้ คาลวินปฏิเสธที่จะพูดคุยถึงผลกระทบของการการล้มในความบาปภายใต้หนังสือเล่ม I ที่เกี่ยวกับหลักข้อเชื่อเรื่อง "การทรงสร้าง"แต่รอจนกระทั่งเล่ม II และเรื่องราวของการไถ่บาป) คาลวินเชื่อว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะประทานให้มนุษยชาติ แต่ตอนนี้สิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ต้องอาศัยรูปแบบพระคริสต์  ต้องพึ่งพาพระลักษณะของพระเยซู ความเป็นมนุษย์ การเชื่อฟัง และ เหนือสิ่งอื่นใด ความสัมพันธ์ของพระองค์กับพระบิดา18 นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้แก่มนุษย์ผู้สะดุดล้มลง และด้วยเหตุนี้พระคริสต์จึงต้องเสด็จลงมาในโลกนี้   เพื่อทำลายอำนาจบาป โรคร้าย และการทำลายล้าง  เพื่อจะสามารถกลายมาเป็นของเรา "พระคริสต์ไม่ทรงมีสิ่งใดที่ไม่อาจนำไปประยุกต์ใช้เป็นประโยชน์ของเราได้19  พระเยซูทรงดำเนินชีวิตเพื่อจุดประสงค์ให้มนุษยชาติสามารถนำทุกเหตุการณ์ในชีวิตของพระองค์ไปใช้และทำให้เขาเป็นคนใหม่ได้20

ดังนั้นเราจะเข้าสู่ผลประโยชน์ที่ได้มาด้วยความยากลำบากนี้อย่างไร เราจะมีประสบการณ์ในการไถ่บาปของพระเยซูได้อย่างไร ในทุกบูรณาการและด้วยของประทานทั้งหมด  วิธีแก้ปัญหาของคาลวินนั้นง่าย เรารับตัวตนของพระเยซู และให้พระเยซู "ประดับประดา" เราด้วยของประทานทั้งหมดของพระองค์21 เล่ม III อุทิศสำหรับคำถามนี้

 

    ตอนนี้เราต้องตรวจสอบคำถามนี้  เราได้รับผลประโยชน์เหล่านั้นซึ่งพระบิดาให้แก่พระบุตรเท่านั้นอย่างไร ไม่ใช่สำหรับพระคริสต์ใช้เอง แต่พระองค์ทรงทำให้คนยากจนและขัดสนดีขึ้น  อันดับแรกเราต้องเข้าใจว่าตราบใดที่พระคริสต์ไม่ได้อยู่กับเราและเราจะแยกออกจากพระองค์แล้ว ทั้งหมดที่พระคริสต์ทรงทรมานและทำเพื่อความรอดของมนุษยชาติยังคงไร้ประโยชน์และไร้ค่าสำหรับเรา ดังนั้นเพื่อแบ่งปันกับเราในสิ่งที่พระองค์ทรงได้รับจากพระบิดา พระคริสต์ต้องกลายมาเป็นของเราและอยู่ภายในตัวเรา ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงถูกเรียกว่า "ศีรษะของเรา"... นอกจากนี้เรายังถูก "ปลูกถ่ายเข้ากับพระคริสต์"... ดังที่ฉันได้กล่าวไปแล้วว่าสิ่งที่พระคริสต์ทรงเป็นเจ้าของ จะไม่มีค่าอะไรกับเรา จนกว่าเราเติบโตขึ้นเป็นร่างกายหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ (III.1.1)


คาลวินเป็นอะไรที่ชัดเจนอย่างมาก เราไม่ได้เลียนแบบพระเยซู เราไม่ให้สติปัญญายอมรับรู้ถึงพระเยซู เราต้องไม่รับของประทานของพระเยซู เสมือนกับว่าสิ่งเหล่านี้ "ถูกมอบให้เรา" เพื่อแยกเราจากพระองค์22 เราจะ "เติบโตเป็นส่วนหนึ่งในกาย" ของพระองค์ เราจะได้รับสิ่งที่คาลวินนิยามในสองสามบทต่อมาว่า "การเข้าร่วมกันของศีรษะและร่างกาย ที่ทรงสถิตของพระคริสต์ในจิตใจของเรา  พูดสั้นๆ เป็นการมีส่วนร่วมที่ลี้ลับ (III.11.10) นี่คือวิสัยทัศน์ของคาลวินสำหรับชีวิตทางจิตวิญญาณและสิ่งที่ประกอบเข้าด้วยกัน "การมีส่วนร่วมที่ลี้ลับ"กับพระคริสต์ คาลวิชี้ชัดว่าสิ้นพระชนม์และการคืนพระชนม์ของพระคริสต์ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระคริสต์ในอดีตที่ผ่านมา หรือที่เราสามารถเลียนแบบในขณะนี้ โดยอาศัยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราเข้ามามีส่วนร่วมในการสิ้นพระชนม์และการคืนพระชนม์ของพระคริสต์ (II.16.8)23  พระพรแห่งความรอดทั้งหมดมีไว้สำหรับเราผ่านทางการมีส่วนร่วมกับพระคริสต์ พระเจ้าทรงทำโครงสร้างความรอดของเราที่ทุกอย่างที่เราจำเป็นต้องมีนั้นมีพร้อมอยู่ในการมีส่วนร่วมกับพระคริสต์ พระเจ้าไม่ได้แบ่งแยกของประทานที่ให้เราออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย การมีเหตุผล การล้างบาป สันติสุข สติปัญญา    แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เมื่อเรามีส่วนร่วมกับผู้ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งเหล่านี้ คือพระเยซู การมีส่วนร่วมกับพระคริสต์เป็นปัญญาที่ป้องกันมิให้ของประทานที่มอบให้แยกออกจากผู้ให้ งานของพระคริสต์จากคนของพระคริสต์ ซึ่งเกรงว่าเรากลายเป็นเช่นบรรดาผู้ที่คาลวินกล่าวอย่างดูถูกว่า "พวกเขาแสวงหาในพระคริสต์เพื่อสิ่งอื่นนอกเหนือไปจากตัวพระคริสต์เอง"24 พึงระวังไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ศาสนศาสตร์คาลวินแยกออกจากพระคริสต์ เราก็เสี่ยงจะเข้าใจศาสนศาสตร์ทั้งหมดของเขาผิด ศาสนศาสตร์ของคาลวินจะมีมุมมองที่ดีเมื่อแผ่ออกมาจากศูนย์กลาง (จากบุคคลเท่านั้น) มากกว่าจะเป็นความคืบหน้าในด้านระนาบของเหตุการณ์  ที่คุกคามทำลายสิ่งที่คาลวินให้ความสำคัญกับความใกล้ชิด ความเฉพาะตัว และความสัมพันธ์25


 

บทความที่เกี่ยวข้อง
ถ่อมใจ (Humility)
เมื่อเรา “ถ่อมใจ” เราเป็น “อิสระ”
26 ธ.ค. 2024
ดำเนินโดยพระวจนะ
เรียนรู้ที่จะศึกษาพระคัมภีร์อย่างถูกต้อง
26 ธ.ค. 2024
โลกคือความเปลี่ยนแปลง (การจัดการกับโลกที่เปลี่ยนแปลง)
ดร. เน็ด อาร์ สจ๊วต (อดีต) หัวหน้าภาคการให้
26 ธ.ค. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy